
ทำไมหมา ชอบดมก้นกัน ความลับภาษาสี่ขา
- J. Kanji
- 9 views

ทำไมหมา ชอบดมก้นกัน ฟังดูตลกก็จริง แต่แท้จริงแล้ว นี่คือวิธีทักทาย และคุยกันของเขา เวลาเราเห็นหมาสองตัวเดินเข้าหากัน แล้ววนไปดมตรงท้าย ไม่ได้แปลว่าเสียมารยาท แต่คือการ “อ่านข้อมูล” แบบที่หมาถนัดที่สุด พอเข้าใจแบบนี้แล้ว เวลาเห็นหมาดมก้นกัน เราก็จะมองได้แบบขำๆ มากกว่าตกใจ
โลกของเราพึ่งพาตา แต่โลกของหมา พึ่งพาจมูกเป็นหลัก กลิ่นสำหรับหมาไม่ใช่แค่ “เหม็นหรือหอม” แต่มันเป็นชุดข้อมูลยาวๆ ที่บอกเรื่องราวได้ เช่น ตัวนี้เคยไปที่ไหนมา กินอะไรมา เครียดไหม ป่วยไหม หรือเพิ่งเจอหมาตัวอื่นมาเมื่อกี้
มีงานวิจัยปี 2021 อธิบายรายละเอียด ที่น่าสนใจมากว่า ตอนหมา “สูดดม” อากาศที่เข้ารูจมูก จะถูกแยกเป็น 2 ทาง และมีประมาณ 12–13% ของลมหายใจแต่ละครั้ง ที่พุ่งขึ้นไปยัง โซนรับกลิ่นโดยตรง ทำให้โมเลกุลกลิ่นถูกฝากไว้ และสะสมได้ดีขึ้น (21 สิงหาคม 2021) [1]
พูดง่ายๆ คือระบบจมูกของหมา ถูกออกแบบมาเพื่อ “เก็บกลิ่น” เวลาเขาเอาจมูกไปจ่อดมก้นกัน เลยไม่ได้แค่ทำท่าตลกๆ แต่กำลังเก็บข้อมูล ของอีกตัวแบบเต็มๆ เหมือนกับเวลาที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมสุนัข ถึงชอบเลียเจ้าของ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นอีกวิธีที่เขาใช้จมูก ลิ้น และปากสำรวจโลก และสื่อสารกับเรา
ตรงก้นของสุนัข มีต่อมกลิ่นสำคัญอยู่ใกล้ๆ ทวารหนัก (หลายคนเรียกกันว่า “ต่อมก้น” หรือ “ถุงก้น”) ต่อมนี้ปล่อยสารที่มีกลิ่นเฉพาะตัว คล้ายลายเซ็นประจำตัวของสุนัขแต่ละตัว เพราะงั้นการดมก้น จึงเหมือนการเช็กบัตรประชาชนแบบหมาๆ ว่า “อ๋อ ตัวนี้เอง”
บางครั้งเราจะเห็นว่า แค่ดมไม่กี่วินาที หมาก็ตัดสินใจได้เลยว่าจะเป็นมิตร เล่นด้วย หรือถอยห่างดี ในสารคัดหลั่งจากต่อมกลิ่นพวกนี้ มีทั้งส่วนที่เป็นไขมัน และโมเลกุลกลิ่นเล็กๆ ที่เปลี่ยนไปตามอาหาร ฮอร์โมน อายุ และสุขภาพของหมาแต่ละตัว
เลยทำให้กลิ่นของแต่ละตัว ไม่เหมือนกันจริงๆ สำหรับหมาแล้ว การได้ดมจุดนี้ เลยเหมือนการรู้ทั้งชื่อ โปรไฟล์ และอารมณ์ปัจจุบันในทีเดียว สำหรับเราอาจเห็นแค่หมาสองตัวยืนดมกันเฉยๆ แต่สำหรับเขา คือช่วงเวลาที่กำลังรับข้อมูลชุดใหญ่ จากอีกตัวอยู่แบบเต็มๆ
สุนัขเป็นสัตว์สังคม เขามีมารยาท และกติกาของเขาเอง การดมก้นคือขั้นตอน ทำความรู้จักแบบมาตรฐาน เหมือนคนเราทักว่า “สวัสดี” แล้วดูสีหน้า น้ำเสียง หรือภาษากายประกอบ อีกอย่างคือการดมช่วยให้หมา “ประเมินสถานะ” เช่น ตัวนี้มั่นใจไหม ตื่นกลัวไหม หรืออยากเป็นหัวหน้าหรือเปล่า
ที่น่าสนใจคือ “กลิ่น” มันไม่ใช่แค่ข้อมูลแบบแห้งๆ แต่เชื่อมกับความรู้สึก และความผูกพันด้วย งานวิจัยปี 2015 ที่ใช้ fMRI กับสุนัข 12 ตัว พบว่าสมองส่วน caudate ตอบสนองเด่นที่สุดต่อ “กลิ่นของมนุษย์ที่คุ้นเคย” มากกว่ากลิ่นคนแปลกหน้า หรือกลิ่นสุนัข (มกราคม 2015) [2]
และยังพบว่ากลิ่นของคนคุ้นเคย กระตุ้นได้แม้เจ้าของ จะไม่อยู่ตรงหน้า นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมการดม ถึงเป็นทั้งการทำความรู้จัก และการเช็กความรู้สึกไปพร้อมกัน สำหรับหมาแล้ว กลิ่นของเจ้าของ เลยไม่ใช่แค่กลิ่นคนคุ้นเคย แต่เป็นเหมือนสัญญาณ ของความปลอดภัย ที่ติดตัวเขาไปทุกที่

อีกมุมหนึ่งที่ช่วยยืนยันว่า “หมาสนใจข้อมูลของตัวอื่นจริงๆ” งานทดลองปี 2017 ของ Alexandra Horowitz ที่ให้หมาเข้าไปดมตัวอย่างกลิ่นในภาชนะ พบว่าหมามักใช้เวลาสำรวจ “กลิ่นของสุนัขตัวอื่น” นานกว่า “กลิ่นของตัวเอง” ในเงื่อนไขการทดสอบบางแบบ (ตุลาคม 2017) [3]
ซึ่งเข้ากับภาพที่เราเห็น ในชีวิตจริงมากๆ ว่าเวลาเจอกัน หมาจะรีบไปอ่านข้อมูล ของอีกฝ่ายก่อน ในสุนัขที่ยังไม่ได้ทำหมัน กลิ่นอาจเกี่ยวข้องกับช่วงฮีต/ความพร้อมทางสืบพันธุ์ด้วย เลยทำให้บางครั้งเราเห็นหมาตัวผู้ ให้ความสนใจเป็นพิเศษ หรือดมอยู่นานกว่าปกติ
ทั้งหมดนี้เป็นการตอบสนอง ตามธรรมชาติ ไม่ได้แปลว่าหมาตัวนั้น “นิสัยไม่ดี” เสมอไป แกนหลักคือเขาใช้กลิ่น เป็นภาษาหลักในการอ่านโลก และอ่านตัวตนของกันและกัน เราในฐานะเจ้าของ จึงไม่จำเป็นต้องโกรธ หรือดุทันที แต่ควรโฟกัสที่การจัดสถานการณ์ และสอนมารยาทให้เขาแทน
พฤติกรรมดมไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เช่น บุคลิก ความมั่นใจ ประสบการณ์เข้าสังคม และสถานการณ์ตรงหน้า หมาเด็กหรือหมาที่ขี้กลัว อาจดมแบบลังเลๆ แล้วถอยออกมาเร็ว ในขณะที่หมาที่คุ้นสังคม อาจเข้าไปดมอย่างมั่นใจ แล้วจบเร็วเช่นกัน
แต่ถ้าดมนานผิดปกติ อาจเป็นเพราะกลิ่นมี “ข้อมูลใหม่” เยอะ เช่น อีกฝ่ายเพิ่งไปเจอหมาหลายตัวมา เพิ่งกินอาหารแปลกๆ หรืออยู่ในช่วงที่กลิ่นฮอร์โมนชัดขึ้น นอกจากนี้ สายพันธุ์ และลักษณะนิสัยก็มีผล บางตัวชอบสำรวจละเอียดเป็นทุนเดิม จมูกทำงานหนักกว่าตัวอื่น
บางคู่พอเจอกันทีไร ตัวเดิมก็จะเป็นฝ่าย เดินเข้าไปดมก่อนเสมอ ในขณะที่อีกตัว จะยืนให้นิ่งๆ คอยตอบสนองตาม ซึ่งก็เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ ที่เขาแบ่งบทกันเอง ถ้าเราลองสังเกตบ่อยๆ จะเริ่มเดาได้เลยว่าตัวไหน เป็นสายสำรวจ ตัวไหนเป็นสายชิลในทุกวงดม
โดยทั่วไป การดมก้นเป็นเรื่องปกติ และไม่จำเป็นต้องห้ามตลอดเวลา แต่เจ้าของควรช่วยจัดสถานการณ์ให้ปลอดภัย และไม่กดดันกันเกินไป อย่างแรกคืออย่าดึงสายจูงตึงเกิน จนหมาขยับไม่ได้
เพราะหมาที่ขยับไม่ได้ จะรู้สึกอึดอัด และตอบโต้ได้ง่าย ให้สายพอหย่อน เพื่อให้เขาหันตัว หรือถอยได้เอง ถ้าหมาตัวใดตัวหนึ่งพยายามหนี แล้วอีกตัวตามดมไม่หยุด ควรแยกออกเบาๆ แล้วพาเดินต่อ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
อีกเรื่องคือสังเกตภาษากาย ถ้าหางแข็ง ตัวเกร็ง หูพับไปด้านหลัง เลียปากถี่ๆ หรือมีเสียงคำราม แปลว่าเขาไม่โอเคแล้ว ควรพาออกจากจุดนั้นก่อน และค่อยฝึกเข้าสังคม แบบค่อยเป็นค่อยไป
ทำไมหมา ชอบดมก้นกัน นั่นก็เพราะกลิ่น คือภาษาหลักของเขา และบริเวณท้ายมี “ลายเซ็นกลิ่น” ที่บอกข้อมูลสำคัญทั้งตัวตน อารมณ์ และความสัมพันธ์ในสังคม ส่วนเจ้าของทำได้ คือปล่อยให้เกิดอย่างเหมาะสม สังเกตภาษากาย และจัดระยะให้ปลอดภัย
ไม่เสมอไป บางครั้งแค่เจอกลิ่นที่น่าสนใจ หรือไม่คุ้นเคยเลยดมนาน แต่ถ้ามีภาษากายตึงๆ คำราม หรืออีกฝ่ายพยายามหนี ควรพาแยกเพื่อกันปัญหา ถ้าเจ้าของช่วยดึงความสนใจเขา ไปทำอย่างอื่น เช่น เรียกชื่อ หรือพาเดินเปลี่ยนทิศ ก็จะยิ่งลดโอกาสปะทะกันได้อีกขั้น
ไม่จำเป็น เพราะเป็นธรรมชาติของการทักทาย แต่ควรคุมให้สุภาพ เช่น ไม่ปล่อยให้ตามดม จนอีกฝ่ายอึดอัด และเรียกกลับได้ เมื่อเริ่มตึงเครียด มองง่ายๆ ว่าเราเป็นคนคอยกำกับมารยาทบนสนามหมา ให้ทุกตัวรู้สึกปลอดภัย และมีสิทธิ์จะถอยได้เสมอ

